In My Life

การเป็นคนเก่งและดี จะนำคุณไปสู่ความล้มเหลว

สวัสดีครับเพื่อนๆนักอ่านทุกท่าน กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ผมห่างหายไปอย่างยาวนาน ซึ่งในครั้งนี้ผมจะนำเรื่องราวบางอย่างมานำเสนอ อย่างตรงไปตรงมา ฉะนั้นหากท่านรู้สึกว่าบทความนี้ขัดต่อความรู้สึกนึกคิด ทางกระผมก็กราบขออภัยไว้ ณ​ ที่นี้

คนเก่ง

ในบทความนี้ ผมจะไม่ขออธิบายนิยามของคำว่า “คนเก่ง” นะครับ เพราะเรื่องพวกนี้เป็นการตัดสินใจจากมุมมองของแต่ละบุคคลมากกว่า 

  • คนที่เลี้ยงลูกเก่ง ก็นับว่าเป็นคนเก่งได้
  • คนที่เล่นกีฬาเก่ง ก็นับว่าเป็นคนเก่งได้
  • คนที่ทำงานบ้านเก่ง ก็นับว่าเป็นคนเก่งได้
  • คนที่มีเงิน มีฐานะดี ก็นับว่าเป็นคนเก่งได้

เพราะฉะนั้นแล้ว นิยามของคำว่าคนเก่ง ก็ไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกันนั่นก็คือ ถ้าคนๆหนึ่งทำอะไรได้ดีกว่าตัวเรา เราจะเรียกเขาว่าเป็น “คนเก่ง” ใช่รึเปล่าครับ

คนดี

คนดีก็คือการใช้ช้อนหรือส้อมเพื่อกวนของเหลวในภาชนะโดยที่ไม่หกเลอะเทอะ… ล้อเล่นครับ คนดีก็คือ…

นั่นแหละครับ มันก็อยู่ที่มุมมองของท่านผู้อ่านเองอีกเช่นกัน เลยไม่สามารถบอกกันได้ตรงๆครับว่าไอ้ “คนดี” มันเป็นอย่างไร

  • ถ้าเขาดีกับคุณ คุณจะเรียกเขาว่าคนดี ถึงแม้เขาจะทำเลวกับคนอื่นก็ตาม
  • ถ้าเขาช่วยคุณทำเรื่องแย่ๆ เขาก็เป็นคนดี (ในสายตาคุณ)
  • ถ้าเขาเป็นคนรวยและนำเงินมาให้คนจน เขาก็จะเป็นคนดี

คนเก่งและดี

จริงๆแล้วจุดประสงค์หลักของบทความนี้ก็อยู่ที่ตรงนี้นั่นแหละครับ การเป็นคนที่ดีและเก่งในเวลาเดียวกัน ทำไมบางครั้งถึงทำให้เขาเหล่านั้นไม่ประสบความสำเร็จ และอาจจะนำพาไปสู่หายนะได้เช่นกัน

การเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องยาก และตัวผมเองมองว่า บางครั้งการเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องฝึกฝนอะไรกันมากมาย เพียงแค่ไม่ทำเรื่องแย่ ไม่เป็นคนแย่ๆ หรือทำแต่สิ่งแย่ๆ เท่านี้คุณก็เป็นคนดีแล้ว กลับกันการที่จะเป็นคนเก่งได้นั้น คุณอาจจะต้องมีทักษะการเรียนรู้เชิงลึก ในเรื่องต่างๆที่คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจหรือเข้าไม่ถึง มันจะต้องใช้เวลาและความพยายาม เพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็นคนเก่ง (ในทักษะนั้นๆ) นั่นเอง

แล้วทำไมการเป็นคนเก่งและดี ถึงไม่ดี?

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง การที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่งในเวลาเดียวกันนั้น แทบไม่ทำให้คุณได้ก้าวไปอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ (ตามทฤษฎี) ซึ่งแท้จริงในโลกใบนี้ การที่คุณจะประสบความสำเร็จได้ แค่เพียงความเก่งและความดีอาจไม่เพียงพอ เพราะขาวและดำมันไม่ได้มีอยู่จริง หลายคนมีทั้งด้านขาวและด้านดำ ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเหล่านั้นว่าจะแสดงด้านไหนออกมากกับใคร มากน้อยเพียงใด

เมื่อการที่เป็นคนดีและเก่งไม่ทำให้คุณประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ หลายคนจึงมีความคิดที่ตรงกันข้าม คือเป็นคนเลวโดยสมบูรณ์แบบแทน ซึ่งการกระทำเหล่านั้นกลับได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเป็นคนดีโดยเที่ยงแท้เสียอีก นั่นจึงเป็น “สิ่งที่ติดอยู่ในใจ” ใครหลายคนว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป

ที่ผมต้องการจะสื่อสารในบทความนี้ ไม่ใช่การชี้ให้เห็นว่าการเป็นคนดี จะได้รับสิ่งดีดีตอบแทน แต่การที่จะอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “ไหวพริบ”

การที่จะเป็นคนดีแค่เพียงนิสัยดี อาจจะไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องดีตามมาอย่างขาดไม่ได้คือ การมีไหวพริบที่ดี เพราะไหวพริบเหล่านั้นจะช่วยให้ตัวของคุณนำพาไปตัวเองไปอยู่ในจุดต่างๆได้อย่างปลอดภัย

ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณเป็นพนักงานที่มีฝีมือและเชี่ยวชาญในงานบางอย่าง จนกระทั่งหัวหน้าของคุณเห็นความสามารถเหล่านั้น จึงถ่ายโอนงานส่วนใหญ่มาให้กับตัวคุณได้ทำ ซึ่งตัวคุณก็มองว่าหัวหน้าคงจะเห็นความสามารถ และคุณก็ยิ่งเต็มใจจะทำงานนั้นให้ออกมาดียิ่งขึ้น

แต่นานวันเวลาผ่านไป กองงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับรายได้ที่คงที่เท่าเดิมมาเป็นเวลานาน จริงอยู่ว่าคุณอาจจะรู้สึกภูมิใจที่หัวหน้าไว้วางใจให้คุณทำงาน แต่ก็จงอย่าลืมเป้าหมายของการมาทำงานในแต่ละวันด้วยว่า คุณถ่อสังขารมาทำงานเพียงเพราะเหตุผลอะไร? เงินเดือน? เพื่อนร่วมงาน? รักในงาน? ฯลฯ

สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักเอาไว้เสมอคือ การที่คุณเป็นคนที่เก่ง มีความสามารถ ขยันและยังเป็นคนดีที่ยินดีทำงานอะไรก็ได้หมดตามคำสั่ง นั่นเป็น “ช่องโหว่” ของตัวคุณเอง

เพราะในมุมมองของนายจ้าง ไม่มีนายจ้างคนใดอยากจะจ้างคุณในราคาแพงอยู่แล้ว (โดยพื้นฐาน) พวกเขาจึงมองว่า การที่คุณเก่งและดีในเวลาเดียวกัน ทำให้เขาสามารถใช้งานคุณได้อย่างคุ้มค่าคุ้มเงินเดือน โดยที่คุณก็มิอาจจะปฏิเสธงานเหล่านั้นได้ เพราะคุณยังเป็นคนที่ดีอยู่นั่นเอง

เป็นคนเลวไปเลยดีไหม?

ใจเย็นครับ ไม่ต้องถึงขนาดพลิกผลันชีวิตไปเป็นคนเลวร้ายขนาดนั้น อย่างน้อยให้โลกนี้เหลือท่านผู้อ่านที่เป็นคนดีไว้สัก 10% ก็ถือว่าเป็นบุญแก่โลกใบนี้แล้ว

เพราะการเสียสมดุลของบางสิ่งบางอย่าง วันใดวันหนึ่งธรรมชาติก็จะปรับสมดุลนั้นกลับมา หากโลกนี้มีแต่คนเลวๆ คิดว่าจะอยู่กันอย่างสงบสุขได้อย่างไร

ผู้เขียนขอแนะนำ

  • ไม่ต้องเป็นคนดีไปตลอด หัดปฏิเสธหรือทำตามความรู้สึกตัวเองบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การทำงาน ความรัก หรืออื่นๆ พยายามหาจุดของความพอดีในทุกๆสิ่ง อย่าให้หย่อนหรือตึงเกินไป อะไรที่คุณไม่อยากทำก็พูดออกไปตรงๆว่า “ขอไม่ทำได้มั้ย” บางทีการไม่ต้องเอาความคาดหวังของผู้อื่นมาใส่บ่า ก็จะช่วยให้คุณอยู่อย่างเรียบง่ายและผ่อนคลายมากขึ้น

  • เห็นแก่ตัวเองบ้าง ลองดูสักนิดก็ไม่ถือว่าเลวร้าย

ความเห็นแก่ตัว แน่นอนว่าทุกคนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเล็กว่า เติบโตมาต้องเป็นคนดีมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น แต่บางครั้งการที่เราสนใจคนรอบข้าง มากกว่าร่างกายที่จิตใจเริ่มอ่อนแออย่างตัวเอง นั่นก็อาจจะทำให้คุณกลายเป็นโรคซึมเศร้าและหมดไฟได้เช่นเดียวกัน ลองหันมาเอาความรู้สึกตนเองเป็นที่ตั้งก่อนบ้าง เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องถูกเอาเปรียบจากสังคมรอบข้างที่แสนจะโหดร้าย

  • ถ้าสิ่งนั้นมันไม่ใช่ตัวเรา ลองเดินถอยออกมา

หลายครั้งมีคำแนะนำให้อดทน แต่ก็จงมีสติเตือนตัวเองไว้อยู่เสมอว่า คุณควรอดทนให้กับสิ่งที่คู่ควร บางครั้งชีวิตเราก็อดทนกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์ เฉกเช่นเดียวกับประโยคที่ว่า “ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย” ความอดทนก็เช่นเดียวกัน คุณจะอดทนกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับชีวิตคุณไปเพื่ออะไร ลองถอยออกมามองหาเหตุผลให้ภาพมุมกว้าง อาจจะช่วยทำให้คุณฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “ทุกวันนี้คุณกำลังอดทนกับอะไรอยู่?”

  • ตอบแทนคนที่คู่ควร ตอบแทนสิ่งที่ควรค่า

ที่ผมได้เขียนข้างต้นไปว่า ถ้าโลกมันร้ายกับคุณ ไม่มีความจำเป็นเลยที่คุณจะต้องกลายเป็นคนเลว คุณเป็นคนดีแบบเดิมนั่นแหละดีที่สุดแล้ว เพียงแค่เป็นคนดีที่ดีขึ้น เป็นคนดีที่จะไม่ยอมเป็นคนที่ถูกหลอกใช้ อย่าเอาคำว่าความดีมาสูบเลือดสูบเนื้อชีวิตของคุณ พึงระลึกไว้เสมอว่า คนที่คุณควรตอบแทนคนแรกก็คือตัวคุณเอง อย่าปล่อยให้ชีวิตของคุณย่ำแย่ลงไปเพียงเพราะคนรอบข้างหรือสังคม และถ้าหากคุณได้พบเจอคนที่ดีในชีวิต คนที่คอยช่วยเหลือหรือให้กำลังใจแก่คุณ หน้าที่ของคุณคือรักษาน้ำใจนั้นไว้ให้ยั่งยืน อย่าไปทำร้ายน้ำใจคนที่ดีกับคุณเด็ดขาด! เพราะการที่คุณรู้และตอบแทนบุญคุณ ชีวิตมักจะไม่ตกระกำลำบากเป็นแน่แท้

สุดท้าย

ทางตัวผมเองหวังว่าบทความนี้อาจจะช่วยเปลี่ยนมุมมองบางอย่างให้กับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากสิ่งที่ผมได้พิมพ์ออกไปนั้นกระทบกับจารีต ความเชื่อ และสิ่งต่างๆของท่านผู้อ่าน โปรดให้อภัยตัวผมด้วย เพราะเรื่องทั้งหมดนี้เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ตัวผมและคนรอบข้างได้ประสพพบเจอและนำมาเล่าสู่กันฟัง

จากพรุ่งนี้เป็นต้นไปหลังจากอ่านบทความจบ ขอให้ทุกท่านเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ขอให้ท่านสามารถเผชิญโลกและสังคมอันโหดร้ายนี้ไปได้ด้วยความสุขสงบ และผลลัพธ์สุดท้ายท่านจะได้ค้นพบคำตอบของคำถามที่ว่า “เราจะเกิดมาบนโลกนี้ทำไม?” ขอบคุณและสวัสดีครับ

บทความนี้เกิดจากความกระหายที่อยากจะระบายอารมณ์ส่วนตัว มิต้องการการทำอันดับ SEO หรือสิ่งอื่นใดๆ ผมจึงไม่มีการลงรูปหรือใส่แคปชันต่างๆตามหลักการการทำ SEO แค่เพื่อต้องการแบ่งปันความคิดเห็นส่วนตัวลงสู่ Blog แห่งนี้ เพียงเท่านั้น

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ กด Share ได้เลย!!